บทที่ 9 ดูก็รู้ว่าราเชลเป็นลูกของมัน คุณทนเห็นลูกเจ็บได้เหรอ?

"จริงค่ะ..." ม่านฝันพยักหน้า ยิ้มทั้งน้ำตา "แม่จะทำทุกอย่างให้ราเชลไม่เป็นไรนะคะ"

ราเชลยิ้มเล็ก ๆ ใบหน้าเล็กซบลงกับหมอนที่เตียงโดยไม่ได้เอ่ยอะไรอีก

ม่านฝันหันไปมองหมออินทนิลที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขาเป็นหมอที่เธอไว้ใจที่สุด 

“หมออินคะ…”

อินทนิลมองเธอด้วยสายตาหนักใจ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่หนักแน่น

"ม่านฝัน... ผลตรวจออกมาแล้วนะครับ..."

เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนในวินาทีนั้น เธอไม่แม้แต่จะกะพริบตา หูของเธออื้ออึง เสียงของอินทนิลฟังดูเหมือนอยู่ไกลออกไป

"ราเชลเป็น... ลูคีเมียชนิดเฉียบพลัน"

คำพูดนั้นดังขึ้นมาเหมือนสายฟ้าฟาดกลางใจ 

ม่านฝันอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา เธอรู้สึกเหมือนทุกอย่างรอบตัวกำลังพังทลายลง

"ไม่... ราเชลต้องไม่เป็นอะไร...ไม่จริงใช่ไหมหมออิน!" 

เสียงของเธอสั่นเครือ น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้

อินทนิลถอนหายใจยาว มองหน้าเธอด้วยสายตาเห็นใจ 

"คุณต้องยอมรับความจริงและเข้มแข็งเข้าไว้นะม่านฝัน"

ม่านฝันส่ายหน้าอย่างคนที่ยังไม่พร้อมจะยอมรับความจริง น้ำตายังคงไหลไม่หยุด 

"มีทางไหนจะช่วยลูกสาวฉันได้บ้างไหมคะ"

"ทางเดียวที่จะช่วยได้คือ..." อินทนิลหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ต้องทำการปลูกถ่ายไขกระดูกโดยด่วน"

ม่านฝันตัวสั่นสะท้าน เธอพยายามสูดลมหายใจลึกเพื่อควบคุมอารมณ์ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

"เอาของฉันไปเลยค่ะหมออิน!"

คำพูดนั้นหลุดออกมาโดยไม่ต้องผ่านการคิด เธอแทบไม่สนใจอะไรอีกแล้ว 

"ฉันยอมทุกอย่าง!"

อินทนิลมองเธอด้วยสายตาเห็นใจ 

"เราต้องตรวจดูก่อนว่าของคุณกับลูกเข้ากันได้หรือเปล่า"

ม่านฝันพยักหน้าอย่างรวดเร็ว 

"ได้ค่ะ! ได้เลยค่ะ!"

สองชั่วโมงต่อมา ในห้องตรวจผล บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจของม่านฝันเต้นรัวในอก เธอนั่งตัวตรง สองมือประสานกันแน่นจนข้อนิ้วซีด 

เธอจ้องมองใบหน้าของอินทนิลที่ดูลังเล น้ำเสียงของเขาที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความหนักใจ

"ม่านฝัน..."

"หมออินคะ..." 

เธอเรียกเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ใจหนึ่งอยากเร่งให้เขาพูด แต่อีกใจก็กลัวคำตอบที่กำลังจะได้ยิน

"ผลตรวจออกมาแล้ว..." อินทนิลหยุดไปชั่วขณะ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียใจ "ไขกระดูกของคุณไม่สามารถใช้ได้ครับ"

โลกแตกทีเถิดขอตายไปพร้อมลูกก็ได้

ม่านฝันนิ่งค้างเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ เธอรู้สึกเหมือนลมหายใจขาดห้วง โลกทั้งใบสั่นสะเทือนอยู่ตรงหน้า

"หมอคะ... มันต้องมีทางอื่นสิคะ!" เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ "ฉันยอมทำทุกอย่างเลย ขอแค่ให้ราเชลหายดี..."

อินทนิลสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักใจ 

"ทางเดียวที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ..."

เขาหยุดไปชั่วขณะเหมือนลังเลที่จะพูดต่อ 

"...ม่านฝันไม่มีญาติคนอื่นแล้วใช่ไหม แต่ไขกระดูกจากพ่อของเด็กช่วยได้นะ ลองให้เขามาตรวจดูก่อนไหม"

ม่านฝันตัวแข็งทื่อทันที 

"พ่อเด็ก..."

"ถ้าคุณพ่อของเด็กมีชีวิตอยู่ โอกาสที่ไขกระดูกจะเข้ากันได้สูงมากครับ" อินทนิลพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้เขามาตรวจ...พ่อเด็กคือไอ้รามใช่ไหม"

คำพูดสุดท้ายนั้นทำให้ม่านฝันรู้สึกเหมือนถูกแทงด้วยของมีคม เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนเลือดซิบ น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นเอาไว้ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

"เด็กไม่มีพ่อค่ะหมออิน" 

เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่เครือสั่น

อินทนิลชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาแต่จริงจัง 

"ถ้าคุณไม่บอก ผมจะบอกมันเองนะ"

ม่านฝันสะดุ้งราวกับถ้อยคำของเขาเป็นประกายไฟที่จุดลงบนฟืนแห้ง เธอพร้อมส่ายหน้าตอบทันที 

"อย่าเลยนะคะคุณหมอ ขอร้องละค่ะ"

"ม่านฝัน... ดูก็รู้ว่าราเชลเป็นลูกของมัน คุณทนเห็นลูกเจ็บได้เหรอ?"

ม่านฝันกัดริมฝีปากแน่นขณะที่น้ำตาไหลรินอาบแก้ม 

เธอพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไป มีเพียงเสียงสะอื้นที่ดังอยู่ในลำคอ พร้อมลุกขึ้นยืน และเดินออกจากห้องตรวจด้วยขาที่สั่นไหวและอ่อนแรง

‘แม่เลี้ยงหนูไม่ดีเองลูก แม่ขอโทษนะคะ’

เธอหยุดยืนอยู่ที่ระเบียงของโรงพยาบาล มือทั้งสองข้างจับราวเหล็กไว้แน่นจนข้อนิ้วซีด 

สายลมเย็นปะทะใบหน้า แต่มันไม่ได้ช่วยให้จิตใจของเธอสงบลง

เธอก้มหน้ามองไปยังพื้นด้านล่าง น้ำตายังคงไหลอาบแก้ม เธอกระซิบกับตัวเองด้วยเสียงที่สั่นเครือ

"ราเชล... ลูกแม่..."

ม่านฝันรู้ดีว่าเธอเหลือทางเลือกเพียงหนึ่งเดียว แม้ว่ามันจะเป็นทางเลือกที่เธอเกลียดที่สุดในชีวิต แต่เธอต้องไปขอร้องรามสูร ผู้ชายที่เกลียดเธอที่สุด แม้ว่าเขาจะดูถูกเธอมากเพียงใด หรือเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธออย่างไร 

เธอก็ต้องทำ เพราะเธอไม่มีทางเลือกอีกแล้ว

"ฉันจะทำทุกอย่าง... ขอแค่ให้ลูกมีชีวิตอยู่ต่อไป...ต่อให้โดนเขาย่ำยีฉันก็จะทำ!"

4 ปีก่อน

ม่านฝันไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองจะยืนอยู่ตรงนี้ได้ในคืนนี้ หลังจากงานเลี้ยงเปิดตัวที่ควรจะเป็นของว่าที่คู่หมั้นของรามสูร แต่กลับกลายเป็นเธอที่ถูกพาไปยืนข้างๆเขาแทน

เสียงฝนที่ตกกระหน่ำอยู่ด้านนอกกระทบกระจกหน้าต่าง สายฟ้าสว่างวาบเป็นระยะ ทำให้เห็นร่างสูงใหญ่ที่ยืนพิงโต๊ะตัวหนึ่งในห้อง 

เขาสูบบุหรี่ ดวงตาคมจับจ้องเธอราวกับนักล่าที่กำลังเล็งเหยื่อ

“เข้ามาสิ” 

เขาพูดด้วยเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงนั้นบังคับให้เธอต้องทำตามโดยไม่รู้ตัว

ม่านฝันเดินเข้าไปในห้องอย่างประหม่า เธอรู้สึกถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขา หัวใจของเธอเต้นเร็วขึ้น เธอไม่รู้ว่าความตื่นเต้นนี้มาจากความกลัวหรือความปรารถนากันแน่

“คุณทำแบบนี้ไปทำไม?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป